Posted on

วิธีเลือกที่นอนยางพาราให้เหมาะกับคุณ

วิธีเลือกที่นอนยางพาราที่เหมาะกับคุณ ข้อสังเกตและทดสอบก่อนซื้อ

บทนำ

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราชั้นดีอยู่แล้ว ที่นอนยางพาราในบ้านเราย่อมมีคุณภาพไม่แพ้ใคร แต่ประเด็นสำคัญคือ เลือกอย่างไรให้ได้ของดี เพราะที่นอนยางพาราหรือ Latex Foam มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบฟองน้ำสังเคราะห์ผสมโฟมยางพารา แบบที่นอนใยมะพร้าวผสมยางพารา และแบบที่นอนยางพาราร้อยเปอร์เซ็นต์ที่อายุการใช้งานยาวนานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ช่วยลดการกดทับและโอบอุ้มสรีระได้ดี ไม่เป็นที่สะสมของแบคทีเรียและไรฝุ่น วันนี้เราจึงมีวิธีเลือกที่นอนยางพาราคุณภาพดีมาฝากค่ะ

5 ข้อควรพิจารณาเมื่อเลือกที่นอนยางพารา

1.น้ำหนัก

ที่นอนยางพาราที่ดีต้องไม่หนักจนเกินไป อย่างน้อยต้องยกมุมด้านใดด้านหนึ่งได้สบาย หากที่นอนเบาเกินเหตุ อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นโฟมหรือพอลิยูรีเทน แต่หากหนักเกินไป อาจเป็นโฟมยางอัดเหลือใช้ขึ้นรูปใหม่ด้วยการอัดกาว
2.ความหนาแน่นและความนุ่ม
สอบถามค่า Density จากผู้ขายเพราะสามารถบอกได้ว่าที่นอนนั้นมีค่าความหนาแน่นมากหรือน้อย

  • ค่า Density 110 มีความแน่นสูง เหมาะกับผู้สูงอายุ
  • ค่าDensity 85 เหมาะกับสรีระคนทั่วไปรวมถึงไซส์คนเอเชียและคนไทย
  • ค่าDensity 65 เหมาะกับผู้มีน้ำหนักตัวมาก

3.ลักษณะของผิวยางและความยืดหยุ่น
สามารถพับทบได้ เมื่อดึงกลับก็จะคืนรูปอย่างรวดเร็ว
4.กลิ่น
หากลองดมดูจะได้กลิ่นอ่อนๆ แบบธรรมชาติของยาง กลิ่นคล้ายวานิลลานิดๆ

5.สี
สีของยางควรเป็นสีขาวไข่ไก่หรือเหลืองอ่อนๆ

ข้อสังเกตที่นอนยางพาราที่ดี

Layered materials realistic composition
Layered materials realistic composition with profile view of material layers with round icons and text captions vector illustration

•  ที่นอนยางพาราออกแบบมาเพื่อระบายอากาศได้เอง และยางพาราก็มีคุณสมบัติไม่เก็บความชื้นและไม่สะสมแบคทีเรีย จึงไม่จำเป็นต้องกลับด้านบ่อยๆ ที่สำคัญ อย่านำไปตากแดดจัดเด็ดขาด เพราะอาจได้ก้อนยางแข็งๆ กลับมาแทน

•    ที่นอนยางพาราแบบผสมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ราคาที่นอนยางพาราถูกลงและ มีน้ำหนักเบากว่า แต่ข้อเสียคือ การใช้งานจะไม่ยาวนานเท่ายางพาราแท้ และบางครั้งอาจยุบตัวได้เร็วกว่าด้วย

•    ข้อควรสังเกต เนื่องจากที่นอนยางพารามีราคาสูง ทำให้ผู้ผลิตบางรายใช้กลโกงโดยอาจใช้โฟมยางสังเคราะห์หรือโฟมอัดมาแทรกไปกับ ยางพารา หรือใช้เป็นไส้อยู่ด้านใน แล้วปิดล้อมรอบด้วยยางพาราจริงๆ แนะนำให้ซื้อที่นอนจากผู้ผลิตที่ไว้ใจได้

•    ที่นอนบางยี่ห้อจะบอกข้อมูลเรื่องการรองรับสรีระว่าสามารถรองรับได้ 7 จุด ข้อดีคือ ทำให้เห็นความแตกต่างจากที่นอนสปริงและที่นอนประเภทอื่นๆ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้นอนด้วย ปัญหาเรื่องสรีระ เช่น ปวดหลัง หากน้ำหนักตัวมาก ควรเลือกที่นอนที่มีความนุ่มให้พอดีกัน เพราะที่นอนที่มีความนุ่มและยืดหยุ่นก็ทำให้ความสบายในการนอนแตกต่างกันไป

•    ยางพารามีความพรุนจึงช่วยระบายอากาศได้ดี แถมยังไม่เก็บกักฝุ่น แต่หากใครกลัวเรื่องไรฝุ่น แนะนำให้ซื้อผ้าปูที่นอนชนิดป้องกันไรฝุ่นมาใช้ควบคู่กัน พร้อมกับหมั่นนำผ้าปูที่นอนไปซักหรือผึ่งแดดบ่อยๆ

ทดสอบก่อนซื้อ

ที่นอนที่ดีควรเป็นแบบ Correct Orthopedic
ที่นอนที่ดีควรเป็นแบบ Correct Orthopedic Position ที่นอนจะเข้าตามรูปหลังของผู้นอนเป็นอย่างดี

•    เลือกที่นอนยางพาราชนิดที่สามารถถอดผ้าหุ้มออกไปซักได้ที่สำคัญ ทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่า ที่นอนนั้นเป็นยางพาราแท้ทั้งชิ้นหรือไม่ ราคาที่นอนยางพาราไม่ใช่ถูกๆ ราคาของที่นอนเป็นข้อสังเกตอีกอย่างว่าเป็นยางแท้ หากความหนา 8 นิ้วขึ้นไป ราคาไม่ควรถูกกว่า 20,000 บาท

•    ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อควรทดลองนอนดูสักประมาณ 20 นาที หรือนานกว่านั้นก็จะดีมาก เพราะจะทำให้สรีระของเราเริ่มเข้ารูปกับที่นอน จากนั้นก็จะทราบเองว่าที่นอนแบบนี้เหมาะกับเราหรือไม่

•    ทดลองนอนทั้งท่านอนหงายและนอนตะแคง เพื่อจับความรู้สึกในการนอนว่านุ่มไปหรือแข็งไปหรือไม่  พยายามจับความรู้สึกในส่วนของจุดที่มีแรงกดทับด้วยว่ามีอาการอะไรไหม  ถ้ามีหรือนอนลงไปแล้วไม่สบายตัว แนะนำให้หารุ่นอื่นทดลองควบคู่กันไป เปรียบเทียบความแตกต่าง

•    ที่นอนที่นุ่มเกินไป too soft ทำให้หลังแอ่น จะเกิดอาการเกร็งและเมื่อยตรงจุดที่เราต้องเกร็งทำให้เกิดอาการปวดหลัง หรือตึงบ่า ไหล่ ที่นอนที่ too firm ดูตามภาพที่นอนไม่เรียดตามหลังทำให้เกิดช่องว่าง ที่นอนกระจายน้ำหนักไปไม่ทั่วตัวผู้นอน จึงทำให้เจ็บตามข้อต่อต่างๆของร่างการที่มีแรงกดทับลงไป  ไม่ว่าจะเป็น ช่างหัวไหล่ ข้อศอก เข่า สะโพก หรืออาจเป็นเหน็บชาไปเลยก็ได้ ที่นอนที่ดีควรเป็นแบบ Correst Orthopedic Position ที่นอนจะเข้าตามรูปหลังของผู้นอนเป็นอย่างดี ทำให้นอนเป็นระนาบแนวตรงหลังไม่แอ่น ไม่งอจนเกินไป เวลานอนตะแคงที่นอนก็สามารถกระชับหัวไหล่ได้ดีลดแรงกดทับตามข้อต่อต่างๆได้ดีเช่นกัน

บทสรุป

พิถีพิถันในการเลือกที่นอนที่เหมาะกับสรีระของคุณ นอนแล้วไม่ปวดหลัง นุ่มสบาย ทำให้คุณนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น แล้วคุณจะรู้ว่ามันคุ้มค่าการลงทุนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.pruksa.com, www.baanlaesuanfair.com,Thanwa Takumi Chaipersertsilp ,www.mattresscity.co.th, www.berest.co.th,www.ditl.info

ภาพประกอบ: freepik

Posted on

ข้อดีข้อเสียของแอร์บ้าน รู้ให้ชัดก่อนตัดสินใจซื้อ!

แอร์บ้านแต่ละชนิดตอบสนองความต้องการใช้งานต่างกัน จึงมีข้อดีข้อเสียของแอร์บ้านที่ต่างกันด้วย

รู้จักข้อดีข้อเสียของแอร์บ้านแต่ละชนิดก่อนตัดสินใจซื้อกันดีกว่า เพื่อให้ตรงกับความต้องการใช้ เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นฉ่ำ แต่ก็ต้องแลกกับค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆในบ้าน รับรองว่าถ้าเลือกแอร์ถูกต้อง คุณก็ได้ความเย็นแบบประหยัดในระยะยาวไปเลย

ปัจจัยเบื้องต้นที่ใช้พิจารณาเลือกแอร์คือ ชนิดของแอร์กับขนาดบีทียูที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ห้อง เพื่อการคำนวณค่าไฟแอร์ที่ยอมรับได้

บีทียูคืออะไร เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศ

ตารางขนาด BTU ที่เหมาะสมกับห้องที่จะติดตั้ง เพื่อความคุ้มค่ากับพลังงานและการใช้งานมากที่สุด
ดูบีทียูแอร์ตรงไหน แอร์บ้านดูฉลากเบอร์ 5 แอร์แบบฝังดูที่ Name Plate ป้ายผ่านมาตรฐาน แอร์รุ่นเก่าดูที่ป้ายโลหะมีตอกเลข BTU

บีทียูคืออะไร (BTU – British Thermal Unit) เป็นหน่วยวัดค่าพลังงานความร้อนตามมาตรฐานสากล พูดให้เข้าใจง่าย ๆคือหน่วยวัดค่าความเย็นของแอร์ ยิ่งตัวเลข BTU เยอะก็แสดงว่าแอร์เครื่องนั้นทำความเย็นได้มาก แต่ก็ทำให้แอร์ใช้ไฟฟ้ามากขึ้นตามไปด้วยนั่นเองค่ะ

ดังนั้น ขนาดบีทียูแอร์จะต้องเหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะทำความเย็น ห้องขนาดกว้างต้องใช้พลังงานทำความเย็นมากกว่าห้องที่เล็กด้วยบีทียูที่มากกว่า ผู้บริโภคมักคิดว่ายิ่งบีทียูสูง แอร์ก็มียิ่งมีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉนั้น ‘การเลือกขนาดบีทียูที่ถูกต้องจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ’ นะคะ

ถ้าบีทียูมากเกินไป

หากใช้แอร์ที่มี BTU มากกว่าขนาดห้อง ก็จะเป็นการซื้อแอร์ในราคาที่เกินความจำเป็นและเปลืองไฟโดยเปล่าประโยชน์ แอร์จะเปิดปิดเองตลอด ซึ่งจะทำให้เสียพลังงานไปเปล่าๆและทำให้ค่าไฟสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแอร์จะไม่สามารถลดความชื้นในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้อากาศเป็นมลพิษได้ค่ะ

ถ้าบีทียูน้อยไป

หากใช้ BTU ที่น้อยกว่าขนาดห้อง ก็จะทำให้ใช้เวลานานกว่าปกติในการกระจายความเย็น และแอร์ต้องทำงานหนักกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะไม่มีประสิทธิภาพ มันจะใช้ไฟฟ้ามากเกินไป ทำให้จ่ายค่าไฟสูง

เมื่อรู้จักความสำคัญของบีทียูซึ่งเป็นหัวใจหลักในการให้ความเย็นและบิลค่าไฟแล้ว คราวนี้มารู้จักชนิดของแอร์กันค่ะ

แอร์ติดผนัง wall-type air conditioners

แอร์ติดผนัง ดีไซน์กลมกลืนกับห้อง ราคาต่ำกว่าแอร์ประเภทอื่นแต่ก็ไม่เหมาะกับงานหนัก
แอร์มีอินเวอร์เตอร์เหมาะกับห้องที่เปิดใช้งานต่อเนื่อง และต้องการอุณหภูมิสม่ำเสมอ เช่น ห้องนอน, ห้องทำงาน, ราคาแอร์สูงกว่าแอร์ไม่มีอินเวอร์เตอร์ แต่จุดคุ้มค่าไฟในระยะยาวดีกว่า

จากประสบการณ์ของ Aircare บอกว่า แอร์ขนาดเล็กถึงปานกลางประเภทติดผนัง เป็นแอร์ที่แพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย มีตัวเลือกหลากหลาย แอร์ติดผนังส่วนมากมาพร้อมกับขนาดการทำความเย็น 9,000 บีทียู 12,000 บีทียู 18,000 บีทียูและ 24,000 บีทียู บางรุ่นมาพร้อมกับขนาดบีทียูที่มากกว่า แอร์ติดผนังใช้ระบบแยก ประกอบด้วย ยูนิตภายในติดผนัง และยูนิตภายนอก คือคอมเพรสเซอร์ ส่วนใหญ่ติดในทาวน์เฮ้าส์ อพาร์ทเม้นต์ หรือพื้นที่ในที่ทำงานเล็กๆ

     ข้อดีของแอร์ติดผนัง 

  • ราคาต่ำหากเทียบกับแอร์ประเภทอื่นๆ
  • ขนาดการทำความเย็นที่หลากหลายให้เลือกกตั้งแต่บีทียูต่ำจนถึงปานกลาง (9,000 – 24,000 บีทียู)
  • ติดตั้งเร็วและง่าย

ข้อเสียของติดผนัง

  • ไม่เหมาะกับงานหนัก เช่น ร้านอาหาร เป็นต้น เนื่องจากคอยล์เย็นมีขนาดเล็กส่งผลให้คอยล์สกปรก และอุดตันง่ายกว่าจึงต้องล้างบ่อยๆ
  • คอยล์เย็นกระจายลมเย็นได้น้อยกว่าแอร์ชนิดอื่น

แอร์ติดเพดาน

แอร์ติดเพดานเหมาะกับการให้ความเย็นในพื้นที่ใหญ่ ไม่เปลืองพื้นที่
แอร์ติดเพดาน เรื่องความสวยงามหรูหรากินขาด ต้องการช่างที่ชำนาญงานในการบำรุงรักษา ไม่เหมาะกับห้องที่มีเพดานสูงกว่า 3.5 เมตร

แอร์ติดเพดานทำงานเหมือนกับแอร์ติดผนัง ต่างกันตรงที่ติดตั้งบนเพดาน มักจะถูกกว่าแอร์ติดผนังที่มีบีทียูเท่ากัน แนะนำว่าควรมีขนาด 24,000 บีทียูหรือมากกว่าค่ะ เพราะแอร์ติดเพดานเหมาะกับการให้ความเย็นในพื้นที่ใหญ่ หรือเพดานที่มีพื้นที่ไม่พอให้ติดแอร์ประเภทสี่ทิศทาง

ข้อดีของแอร์ติดเพดาน

  • กินพื้นที่เพดานเพียงอย่างเดียวและไม่ต้องการพื้นที่ภายในเพดาน
  • ขนาดทำความเย็นสูง ตามปกติมักเริ่มจากขนาด 24,000 บีทียู
  • เหมาะสำหรับห้องยาวๆหรือกว้างๆ

ข้อเสียของแอร์ติดเพดาน

  • ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนัก
  • มีเสียงดังกว่าแบบติดผนัง

แอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง (Cassette type)

แอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง เน้นความสวยงามโดยการซ่อน เหมาะกับห้องกว้างมากๆ
แอร์สี่ทิศทางเหมาะกับห้องทุกแบบ แต่เพดานไม่ควรสูงเกิน 5 เมตร และมีพื้นที่ในฝ้าเพดานไม่ต่ำกว่า 45 ซม.

เป็นแอร์ที่เน้นความสวยงามโดยการซ่อน หรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง เหมาะกับห้องที่ต้องการเน้นความสวยงาม โดยที่ต้องการให้เห็นตัวคอยล์เย็นน้อยที่สุด โดยทั่วไปแล้ว แอร์แบบสี่ทิศทางจะเหมาะกับห้องกว้างมากๆ เช่น ห้องโถง ออฟฟิศ ร้านค้า ห้องน้ำ ถึงแม้ว่าแอร์แบบสี่ทิศทางจะเหมือนกับแบบติดผนัง แต่มีขนาดบีทียูที่มากกว่า จึงให้ความเย็นมากกว่า แต่ด้วยระบบฝังฝ้าเพดานจึงควรปรึกษาช่างแอร์ที่เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดจุดติดตั้ง

ข้อดีของแอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง

  • สวยงาม โดยสามารถทำตู้ซ่อน หรือ ฝังเรียบไว้บนเพดานห้อง
  • ประหยัดพื้นที่และไม่ก่อความเสียหาย
  • สามารถกระจายอากาศเย็นได้อย่างทั่วถึงไปรอบห้องใหญ่
  • มีขนาดการทำความเย็นที่ทรงพลัง (12,000 – 60,000 บีทียู)
  • ขณะทำงาน จะไม่มีเสียง

ข้อเสียของแอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง

  • ติดตั้งยาก เนื่องจากต้องทำการฝังเข้าตู้ หรือเพดานห้อง
  • ทำการบำรุงรักษายาก
  • มีปัญหาน้ำรั่วเนื่องจากปั๊มน้ำตัน

แอร์ตั้งพื้น

แอร์ตั้งพื้น แอร์ตู้สามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด เหมาะสำหรับห้องกว้างๆ มีเสียงดัง
แอร์ตั้งพื้นติดตั้งเหมือนกันกับแอร์ติดผนัง แต่ตั้งพื้น ข้อเสียคือ จะเสียพื้นที่ใช้งานไปแค่นั้นเอง

เป็นแอร์ที่มีลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูง และมีกำลังลมที่แรง เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร

ข้อดีของแอร์ตั้งพื้น

  •  เหมาะสำหรับห้องกว้างๆ
  • ไม่ต้องติดตั้งกับผนังหรือเพดาน สามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด
  • มีขนาดการทำความเย็นมากถึง 150,000 บีทียู
  • ทำความเย็นได้เร็วเนื่องจากมีเส้นผ่านศูนย์กลางใบพัดลมที่ใหญ่ ซึ่งให้กำลังลมที่แรงกว่า

ข้อเสียของแอร์ตั้งพื้น

  • เสียพื้นที่ใช้สอย
  • มีเสียงดัง

แอร์มุ้ง

แอร์มุ้งพกพาได้ ใช้ในอาคารและเป็นแอร์ภาคสนาม
แอร์มุ้งเหมาะกับห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ควรวางตำแหน่งด้านหลังของแอร์ให้ตรงกับหน้าต่าง เพื่อระบายลมร้อนออกนอกหน้าต่าง

แอร์ที่ให้ความเย็นใกล้เคียงกับแอร์บ้านทั่วไป เพียงแต่ให้ความเย็นเฉพาะที่จึงประหยัดไฟกว่า

โครงมุ้งสี่เหลี่ยม ยาวประมาณ 8 ฟุต ส่วนใหญ่เป็นผ้า ใช้สีอ่อนๆ เช่น ชมพูอ่อน ฟ้าอ่อน ขาว  และสามารถถอดเก็บและนำไประกอบใช้ที่อื่นได้ ตัวมุ้งจะมีผนังทึบสี่ด้าน แต่ด้านบนจะเป็นผ้าโปร่งเอาไว้ระบายอากาศร้อน

เพราะอากาศร้อนลอยตัวขึ้นด้านบนเสมอ และอากาศเย็นจะอยู่ต่ำกว่า ฉะนั้นอากาศเย็นจากแอร์ก็จะไม่ลอยออกไป แต่จะอยู่รอบๆตัวเรา ส่วนอากาศร้อนจะถูกถ่ายเทออกไปทางด้านบน

แอร์มุ้งเหมาะใช้ภายในอาคาร อพาร์ตเม้นต์ แฟลต บ้านไม้ กุฏิพระ งานภาคสนาม กองถ่ายทำภาพยนตร์ บริเวณสถานที่ก่อสร้าง แคมป์งาน เป็นต้น

ข้อดีของแอร์มุ้ง

  • ประหยัดไฟ เปิด 8 ชม.ต่อวัน ค่าไฟประมาณเดือนละ 300 บาท
  • สามารถแบ่งกั้นเป็นห้องๆ หนึ่งได้เลย จึงเหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่กว้างๆ ที่ไม่ต้องการให้เย็นทั้งห้อง
  • เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการมาอยู่ชั้นล่าง โดยไม่ต้องการทำห้องใหม่
  • เมื่อเราไม่ได้เปิดแอร์มุ้ง สามารถเปิดผ้ามุ้งได้เพื่อให้โปร่งโล่ง
  • ตัวแอร์มุ้งมีล้อ เคลื่อนย้ายได้
  • การดูแล ไม่ยุ่งยาก เพียงล้างฟิลเตอร์ เดือนละครั้ง

ข้อเสียของแอร์มุ้ง

  • ใช้เวลาประกอบมุ้งประมาณ 30-45 นาที
  • ขนาดมุ้ง กว้าง 200 x ยาว 220 x สูง 230 (cm.) เมื่อไม่ใช้แอร์มุ้งจะเกะกะห้อง
  • ต้องมีพื้นที่กว้างพอสำหรับติดตั้งมุ้ง

แอร์เคลื่อนที่ พกพาได้

แอร์เคลื่อนที่ ใช้กับพื้นที่เล็กๆ หรือพื้นที่ที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์ยูนิตภายนอกไม่ได้

แอร์ชนิดนี้จะใช้ทำความเย็นชั่วคราวหรือใช้เพื่อพื้นที่ที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์ยูนิตภายนอกไม่ได้ แอร์แบบพกพาประกอบด้วยยูนิตเดียวเท่านั้นด้วยท่อที่แนบไป ท่อจะระบายอากาศร้อนออกทางหน้าต่างหรือประตูที่เปิดไว้ ปกติแล้วขนาดจะน้อยกว่า 15,000 บีทียู

ข้อดีของแอร์เคลื่อนที่

  • ขนาดกะทัดรัด
  • ไม่ต้องติดตั้ง
  • สามารถเข็นไปได้ใช้ได้ทุกพื้นที่

ข้อเสียของแอร์เคลื่อนที่

  • ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
  • มีประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำกว่าแอร์แบบอื่นๆ

เทคนิคใช้แอร์ไม่เปลืองไฟ

เทคนิคเปิดแอร์ยังไงให้เย็นสบาย ไม่เปลืองไฟ
เทคนิคง่ายๆใช้แอร์ไม่เปลืองไฟคือการจัดการพื้นที่ที่ต้องการความเย็นให้พร้อม เช่น ล้อมพื้นที่ให้แอร์ไม่กระจาย ไม่สร้างความร้อนเพิ่ม และไม่ตั้งอุณหภูมิให้เย็นเกินความจำเป็น

ก่อนสุดท้าย แถมอีกหน่อย เทคนิคเปิดแอร์ยังไงให้เย็นสบาย ไม่เปลืองไฟ

หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนขณะที่เปิดแอร์

เพราะหน้าที่ของแอร์คือการทำให้อุณหภูมิในห้องนั้นลดลง และเย็นขึ้น ดังนั้นการมีความร้อนเกิดขึ้นภายในห้อง ก็จะยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นและเปลืองไฟมากขึ้นนั่นเอง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ควรเปิดพร้อมกันกับการเปิดแอร์มากที่สุด เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น หม้อต้ม กระทะ เตาอบ

ตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศาหรือสูงกว่าเล็กน้อย

อุณหภูมิที่ 25 องศาเป็นอุณหภูมิที่ช่วยประหยัดไฟได้มาก แต่การเพิ่มอุณหภูมิให้อยู่ที่ 26-27 องศาก็ยังสามารถทำให้อากาศในห้องเย็นสบาย และยังประหยัดไฟกว่าด้วย ที่มา: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

หลีกเลี่ยงใช้แอร์ในพื้นที่เปิด

หากจำเป็นต้องติดแอร์บริเวณห้องโถง ควรติดตั้งฉากกั้นระหว่างทางขึ้นบันได หรือทางเดินไปห้องต่างๆ ภายในบ้าน รวมถึงปิดหน้าต่างและผ้าม่านให้สนิท ก็จะช่วยประหยัดไฟได้ค่ะ

เปิดพัดลมไล่ความร้อนภายในห้องก่อนเปิดแอร์

การเปิดพัดลมระบายอากาศร้อนออกก่อนเปิดแอร์ จะช่วยทำให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นขึ้น ช่วยลดการทำงานของแอร์ จึงช่วยประหยัดไฟ และยังช่วยทำให้ไม่ต้องเปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเลย

     ล้างแอร์ตามระยะเวลาช่วยประหยัดค่าไฟ

ถ้าเราล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นอับหายไป อากาศในห้องก็จะสดชื่นขึ้น การทำงานของคอมเพรสเซอร์ คอยล์เย็นคอยล์ร้อนดีขึ้น ลดปัญหาแอร์สกปรก ทำให้ระบบทำงานได้สมบูรณ์และช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย
แล้วเมื่อไหร่ควรล้างแอร์ล่ะ
ทุกๆ 3-4เดือน หากห้องคุณมีฝุ่นเยอะ ใช้แอร์หนัก เปิดเกือบตลอดทั้งวัน
ทุกๆ 6 เดือน – เวลาที่เหมาะสมหากคุณเปิดแอร์วันละประมาณ 6-8 ชั่วโมง ควรเป็นมาตรฐานของทุกบ้าน เพื่อความสะอาดของแอร์ รวมไปถึงอากาศภายในห้องหรือบ้านของคุณด้วย
ทุก 1 ปี –หากคุณมองว่าใช้งานแอร์ไม่บ่อย ข้อนี้ไม่แนะนำ ทั้งในและนอกบ้านมีปริมาณฝุ่นเป็นจำนวนมาก ลดการอุดตันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แอร์ไม่เย็น ปัญหาน้ำยาแอร์รั่ว จนอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
รอจนกว่าแอร์จะไม่เย็น – อาจจะมีปริมาณฝุ่นเยอะมาก ลมออกไม่เต็มประสิทธิภาพ และไม่ดีต่อสุขภาพของคนในบ้าน

สรุป

ถึงตรงนี้คุณน่าจะ ‘มีคำตอบ’ ในใจแล้วว่าต้องการแอร์ชนิดไหนเพราะมีข้อดีข้อเสียของแอร์ทุกแบบ ใช้บีทียูประมาณเท่าไหร่ที่เหมาะกับพื้นที่ใช้งานที่สุด ลิฟวิ่งคลิกยังมี คู่มือซื้อแอร์ 8 ข้อคิดพิชิตความเย็น คู่มือเลือกซื้อแอร์บ้านที่ใช้ได้ตลอดชีวิต เพราะไม่เฉพาะราคาเครื่องปรับอากาศที่ต้องควักเงินก้อนโตพอสมควร แต่ค่าไฟแอร์ที่ต้องจ่ายทุกเดือนก็ไม่เบากระเป๋าเลยเหมือนกันค่ะ จึงต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบให้คุ้มค่ากับความเย็นฉ่ำที่ได้มา

Posted on

คู่มือซื้อแอร์ 8ข้อคิดพิชิตความเย็น

คู่มือซื้อแอร์ 8 ข้อคิดพิชิตความเย็น

บทนำ

หาคู่มือซื้อแอร์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณอยู่หรือเปล่า เครื่องปรับอากาศมีหลายแบบหลายรุ่น แล้วเลือกอย่างไรล่ะจึงตอบโจทย์ ‘แอร์ที่คู่ควร’ ที่จะถอยมาดับความร้อน เรามี 8 ข้อคิดพิชิตความเย็นมาเสนอ ทำตามแล้วเลือกไม่พลาดแน่นอน

1.เลือกประเภทเครื่องปรับอากาศจากการใช้งาน

เลือกประเภทของแอร์เพื่อการใช้งานที่เหมาะสม แอร์แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกัน
กำหนดจุดใฃ้งานว่าเหมาะกับแอร์แบบติดตั้งหรือแอร์เคลื่อนที่

ปัจจัยเบื้องต้นที่ใช้พิจารณาเลือกซื้อแอร์คือ พื้นที่ที่ต้องการใช้งานว่าควรใช้เครื่องปรับอากาศประเภทใด เช่น ถ้าต้องการใช้ถาวรก็เลือกแอร์แบบติดตั้ง ใช้แอร์แบบเคลื่อนที่หากพื้นที่ไม่อำนวย หรือต้องการย้ายไปใช้ได้หลาย ๆที่

จากนั้นจึงเลือกขนาดบีทียูที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ห้อง เพื่อการคำนวณค่าไฟแอร์ที่ยอมรับได้ กำหนดจุดติดตั้งเพื่อเลือกประเภทของแอร์บ้าน เช่น แอร์ติดผนัง แอร์ติดเพดาน แอร์ตั้งพื้น แอร์เคลื่อนที่ แอร์มุ้ง เป็นต้น

แอร์แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกันนะคะ แนะนำให้อ่านเพิ่มที่ ข้อดีข้อเสียของแอร์บ้าน รู้ให้ชัดก่อนตัดสินใจซื้อ!

2.Inverter กับ Non-Inverter แอร์ แบบไหนดีกว่ากัน?

แอร์ระบบ Inverter กับ Non-Inverter แบบไหนดีกว่ากัน
ควรทำความเข้าใจข้อดีและข้อเสียของเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ และแบบธรรมดาก่อนตัดสินใจ

หนึ่งในคำถามที่ถามบ่อยที่สุดของผู้บริโภคคือ ฉันควรจะเลือกเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (inverter) หรือแบบธรรมดา (fix speed, non-inverter) ดีนะ?

สยามเจริญแอร์ บอกว่าเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (inverter) หรือแบบธรรมดา (fix speed, non-inverter) ต่างกันที่ “คอมเพรสเซอร์” ตัวที่ตั้งอยู่นอกอาคารค่ะ 

แอร์ระบบ inverter

มีการทำงานแบบแปรผันการควบคุมความเร็วของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์แอร์ เช่น ตอนเปิดแอร์ใหม่ ๆ ห้องยังร้อนอยู่ มอเตอร์คอมเพรสเซอร์จะทำงานเต็มที่เพื่อให้ห้องเย็นเร็วที่สุด แล้วก็จะค่อย ๆ ลดการทำงานลงหรือหมุดช้าลงเมื่ออุณหภูมิห้องลดลง แต่ไม่ตัดการทำงาน แล้วจะหมุนเร็วขึ้นเมื่ออุณหภูมิห้องเพิ่มขึ้น จึงประหยัดไฟเพราะคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ต้องเปิด-ปิดบ่อย ๆ

แอร์ระบบธรรมดา (fix speed, non-inverter)

มอเตอร์คอมเพรสเซอร์แอร์ จะทำงาน 2 แบบเท่านั้น คือ ทำงาน / ตัดการทำงาน แอร์ระบบธรรมดาจะทำงานจนกว่าอุณหภูมิห้องจะลดลงกว่าค่าที่ตั้งไว้ 2-4 องศา แล้วจึงตัดการทำงาน

เมื่อห้องกลับมาร้อนอีกครั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ก็จะเริ่มการทำงานใหม่ คือต้องสตาร์ทเครื่องใหม่ทุกครั้งที่อุณหภูมิห้องสูงขึ้น จึงเกิดเสียงการตัดแอร์และเสียงเปิดแอร์เป็นระยะ ๆ

ACSIS Airconditioning Warehouse แจกแจงข้อดีข้อเสียของเครื่องปรับอากาศทั้งสองระบบว่า

ข้อดีและข้อเสียของเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์

  • เครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์รับประกันว่าประหยัดพลังงาน เพราะระบบปรับความเร็วผันแปรของคอมเพรสเซอร์ คือมอเตอร์จะปรับการทำงานให้หมุนช้า-เร็วเพื่อรักษาอุณหภูมิห้องตามที่ตั้งไว้ ซึ่งจะทำให้ระบบประหยัดพลังงานมากขึ้น
  • เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์เงียบกว่า เมื่อเปิดเครื่อง ตัวควบคุมอุณหภูมิจะควบคุมการทำงานโดยใช้อุณหภูมิห้องเป็นแนวทาง แทนที่จะเปิดหรือปิดตัวเองกะทันหัน จึงไม่มีเสียงหึ่ง ๆ เมื่อสตาร์ทและหยุด
  • เครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์คือการลงทุนที่ดี ใช่ มีราคาแพงกว่า แต่มีความทนทาน ยืดหยุ่น และใช้งานได้ดีกว่า ประหยัดพลังงาน ใช้งานได้หลายปี
  • ระบายความร้อนได้เร็วขึ้น เนื่องจากสามารถทำงานได้ตามความจุที่กำหนด ห้องจึงเย็นเร็วขึ้น
  • ระบบอินเวอร์เตอร์ประหยัดไฟฟ้าได้ตั้งแต่ 30% ถึง 50% เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์
  • ใช้พลังงานน้อยลง ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีในระบบปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ช่วยให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง

แม้ว่าข้อดีจะมีมาก แต่ระบบอินเวอร์เตอร์ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ มันมาพร้อมกับข้อบกพร่องบางประการเช่นกัน

  • เป็นเครื่องปรับอากาศราคาแพง เหตุผลคือ การใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า อะไหล่ราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดา
  • เป็นระบบเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ต้องใช้ช่างมืออาชีพที่มีความชำนาญระบบอินเวอร์เตอร์ติดตั้งแอร์ และบำรุงรักษาตามอายุใช้งาน

คุณจึงควรชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียอย่างรอบคอบ เพื่อดูว่าเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์เหมาะกับความต้องการ งบประมาณ และแบบแปลนบ้านของคุณหรือไม่

ข้อดีและข้อเสียของเครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์

  •  แอร์ประเภทนี้ราคาถูกกว่า! ซึ่งเป็นเหตุผลที่น่าพิจารณา
  • เหมาะสำหรับห้องที่ไม่ต้องเปิดแอร์ยาวนาน หรือห้องที่มีการเข้า-ออกบ่อย ๆ ไม่สนใจเรื่องเสียงเปิด-ปิดแอร์

แอร์ที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ก็มีข้อเสียบางประการเช่นกัน

  • เสียงรบกวน จากการเปิดและปิดทุกครั้งที่ถึงระดับอุณหภูมิที่ตั้งไว้ บางคนรำคาญเสียง โดยเฉพาะผู้ที่พยายามจะนอนตอนกลางคืนหรือกำลังทำงาน
  • อายุการใช้งานสั้นกว่า เนื่องจากการเปิด-ปิดอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการสึกหรอมาก ประสิทธิภาพการทำงานจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้พลังงานสูงกว่า การใช้เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์อย่างต่อเนื่องหรือทุกวัน จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • เสริมวิธีประหยัดไฟ เรียนรู้เทคนิคใช้แอร์ไม่เปลืองไฟ ว่าคุณจะประหยัดเงินได้อย่างไรเมื่อใช้เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ (ที่จริงแอร์อินเวอร์เตอร์ก็ควรใช้เทคนิคนี้ด้วยเหมือนกันนะ)

มันจึงอยู่ที่ว่า หากคุณต้องการใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น สองสามชั่วโมงต่อวัน เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์อาจเหมาะกับความต้องการของคุณ

หากคุณต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเป็นเวลานาน หรือใช้ในห้องขนาดใหญ่ เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

3.นวัตกรรมกับเครื่องปรับอากาศ

เทคโนโลยีแอร์เพื่ออากาศสะอาดสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้และคนกลัวฝุ่น
เครื่องปรับอากาศไม่เพียงให้ความเย็นแต่ยังมีนวัตกรรมใหม่ ๆทั้งเพื่ออากาศสะอาดและความสะดวกสบาย

อันตรายจากฝุ่น PM (Particulate matter) 2.5 ทำให้คนไทยต้องหันมาใช้แมสก์กรองฝุ่นกันอย่างกว้างขวาง (โควิดระบาดคนไทยก็คุ้นกับการใส่แมสก์พอดี ฮา!) ทำให้ตลาดเครื่องฟอกอากาศเติบโตคึกคักเป็นเท่าตัว

ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศหลายยี่ห้อจึงนำเทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาดสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้และคนกลัวฝุ่น มาเพิ่มคุณสมบัติให้แอร์ของตน เพื่อขอแบ่งเค้กในตลาดบ้าง

เทคโนโลยีแอร์กำจัดฝุ่น กรองอากาศกับฟอกอากาศต่างกันอย่างไร?

“การกรองอากาศ” จะใช้เรียกการดักจับฝุ่นละอองประเภทที่ฝุ่นลอยเข้ามาติดแผ่นกรองอากาศ
“การฟอกอากาศ” จะใช้เรียกการกำจัดฝุ่นละอองด้วยการการปล่อยประจุไฟฟ้าออกมา

  • การกรองอากาศด้วยแผ่นกรอง (ฟิลเตอร์)

เครื่องปรับอากาศโดยส่วนใหญ่จะมีแผ่นกรองอากาศมาด้วยในตัวเครื่อง ทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองในอากาศไม่ให้เข้าไปถึงคอยล์เย็นได้ ข้อจำกัดของแผ่นกรองอากาศคือมีอายุการใช้งานที่จำกัด ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นกรองตามอายุการใช้งาน

  • ระบบฟอกอากาศด้วยการปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer)

ระบบฟอกอากาศจะอยู่ในเครื่องปรับอากาศเฉพาะรุ่น ไม่ได้มีอยู่ในเครื่องปรับอากาศทุกตัว เรียกได้ว่าเป็นฟังก์ชั่นเสริมที่เราต้องเลือกให้ดีก่อนที่จะซื้อเครื่องปรับอากาศ

โฮมกูรูพูดถึงระบบฟอกอากาศที่น่าสนใจคือระบบฟอกอากาศด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้าประจุลบ (Negative Ion) ออกมาจากตัวเครื่องเพื่อให้ไปเกาะกับฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็กมาก ไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายในอากาศ

และยังลดสิ่งไม่พึงประสงค์ที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยการสร้างโอโซน O-Zone (O3) ประจุลบในปริมาณที่เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

นวัตกรรมแอร์ฆ่าเชื้อโรค

นอกจากการดักจับฝุ่นที่ได้กล่าวไป 2 แบบแล้วยังมีฟังก์ชั่นยิบย่อยของเครื่องปรับอากาศต่างๆ ในแต่ละยี่ห้อ เป็นเทคโนโลยีในการช่วยลดการสะสมฝุ่นละออง เชื้อรา หรือแบคทีเรียที่จะเข้ามาในฝังในเครื่องปรับอากาศ ผู้บริโภคอย่างเราไปเลือกกันเองได้เลยตามใจชอบ ตามกำลังงบประมาณได้เลยค่ะ

  • เครื่องปรับอากาศ Haier UV Cool – นวัตกรรมฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV-C
  • ซัยโจเดนกิ ผุด “นวัตกรรมแอร์” แก้ปัญหา “โควิดฯ+ฝุ่นจิ๋ว” ด้วยโอโซน
  • X-IONIZER นวัตกรรมฟอกอากาศลดฝุ่น PM 5 ในบ้าน
  • nanoe™X ช่วยยับยั้งโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ Panasonic

แล้วเครื่องฟอกอากาศยังจำเป็นอยู่ไหม?

หน้าที่หลักของเครื่องปรับอากาศคือ ปรับอากาศให้เย็นสบาย ส่วนการกรอง หรือการฟอกอากาศจะเป็นผลพลอยได้เสียมากกว่า ขณะที่เครื่องฟอกอากาศมีหน้าที่หลักคือ การฟอกอากาศ

หากคุณมีงบประมาณจำกัดก็เลือกเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีฟังก์ชั่นช่วยฟอกฝุ่นไปด้วยเลย หรือหากมีเครื่องปรับอากาศอยู่แล้วก็ให้ซื้อเป็นเครื่องฟอกอากาศเสริมเข้าไปค่ะ

แอร์อัจฉริยะ (IoT – Internet of Things) เครื่องปรับอากาศอัจฉริยะคืออะไร?

elexexplorer.com อธิบายว่า แอร์อัจฉริยะคือเครื่องปรับอากาศที่มีอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT – Internet of Thing) เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Smart Home อื่น ๆได้ เช่น Amazon Alexa หรือ Google Home อุปกรณ์ IoT ในเครื่องปรับอากาศมี 3 วงจรคือ

  • เซนเซอร์ ตัวตรวจจับความร้อน และการเคลื่อนไหว โดยที่จะเริ่มทำงานโดยไม่ต้องถูกควบคุมด้วยรีโมท ประกอบด้วย เซนเซอร์อุณหภูมิ, เซนเซอร์ความชื้น, เซนเซอร์อินฟาเรด, กล้อง
  • การเชื่อมต่อไร้สาย ด้วยแอพลิชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมามากมายให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน เช่น บลูทูธ, Zigbee, LoRa, Wi-Fi
  • การจัดการพลังงาน โหมดการทำงาน Auto Save ปรับให้มีความเย็นน้อยลงเมื่อไม่มีคนอยู่ ขณะใช้อุปกรณ์ IoT จะต้องมีค่าเผื่อซีโร่เดย์ โดยการสำรองแบตเตอรี่ เพื่อการประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยมนั่นเอง

craigavonactivity.org ได้ยกตัวอย่างแอร์อัจฉริยะของแต่ละค่ายดังนี้       

” Mitsubishi Electric Mr Slim รุ่น XT Series ” เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างแท้จริง เป็นนวัตกรรมใหม่ของเครื่องปรับอากาศเพื่อไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่มากับระบบการทำงานอันชาญฉลาด อุปกรณ์ เปิด-ปิดแอร์ผ่านมือถือ

พร้อมอัตราของการ ประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยม และด้วยรูปลักษณ์ ของการออกแบบภายนอก ที่เรียบหรูดูดี สีขาวสะอาดตา น่าใช้งานเป็นอย่างมาก

haier ที่มาพร้อมกับ ” ดวงตาอัจฉริยะ “ หรือที่เรียกว่า ECO-EYE Sensor ทำหน้าที่ตรวจจับความเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้นภายในห้อง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยบริษัท MITSUBISHI ELECTRIC

ทันทีที่เรากดปุ่ม Eco Eye ที่รีโมท หรือที่อุปกรณ์ควบคุมแอร์ด้วยสมาร์ทโฟน ระบบดวงตาก็จะเริ่มทำงานตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง หากระบบตรวจไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ได้ภายใน 20 นาที เครื่องก็จะสู่โหมดการทำงาน Auto Save โดยเครื่องจะทำการปรับให้มีความเย็นน้อยลง เพื่อการประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยมนั่นเอง

ในอนาคตจะมีนวัตกรรมใหม่ ๆเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศแน่นอน หลักในการเลือกง่าย ๆก็คือ พิจารณาว่าคุณต้องการใช้งานนวัตกรรมเหล่านั้นจริง ๆหรือไม่ มีผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหานั้นได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพสูงกว่าหรือไม่ แล้วค่อยชั่งใจดูอีกทีนะคะ

4.ค่าไฟแอร์ คำนวณงบประมาณที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน

ขอต้อนรับเข้าสู่วิชาคณิตศาสตร์! มาฝึกคำนวณค่าไฟจากการเปิดแอร์ว่าเราต้องจ่ายค่าไฟในการเปิดแอร์เดือนละกี่บาทกันเถอะ เป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ อาจมีคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การเลือกอุณหภูมิ, การเลือกโหมด, การรั่วไหลของอากาศ, จำนวนคน เป็นต้น

ANSWER TH แชร์สูตรคำนวนค่าไฟจากแอร์หรือเครื่องปรับอากาศดังนี้
สมการหาค่าไฟต่อเดือน = (จำนวนวัตต์ x จำนวนชั่วโมงที่ใช้จริง x ค่าไฟต่อหน่วย x 30 วัน) / 1000
ตัวอย่างการคำนวณด้วยแอร์ในห้องทำงาน ขนาด 12,000 BTU จำนวนวัตต์อยู่ที่ 1,130 Watt เปิดใช้งานวันละ 8 ชั่วโมงทุกวัน ด้วยอัตราค่าไฟ หน่วยละ 4.2 บาท จะได้ออกมาดังนี้
(1,130 x 8 x 4.2 x 30)/1,000 = 1,139 บาท/เดือน
** คำตอบที่ได้จากการคำนวณจะเป็นตัวเลขของค่าใช้จ่ายสูงสุดของค่าไฟจากการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เพราะแอร์จะไม่ได้ทำงานเต็มกำลังวัตต์ตลอดเวลา และขึ้นอยู่กับปัจจัยการตั้งค่าอื่น ๆอีกด้วย

5.แอร์เขารับประกันตรงไหน

StcAir แชร์ประสบการณ์ของร้าน “เราพบว่าใน 100 เคสของงานซ่อมแอร์ จะมีอยู่แค่ 2 – 3 เคสเท่านั้นที่อาการเสียเกิดจากคอมเพรสเซอร์แอร์ ที่เหลือเกิดจากส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะจากอุปกรณ์ในคอยล์เย็นของแอร์

มีประกันก็ดี สร้างความอุ่นใจ ควรใช้หลาย ๆ ปัจจัยประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อแอร์ ส่วนใหญ่ใช้แอร์ 7 ปีก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่อาจคุ้มค่ากว่า

6.มาตรฐานประหยัดไฟ ฉลากเบอร์ 5

ค่า SEER มาตรฐานประหยัดไฟบนฉลากเบอร์ 5
อ่านค่า SEER บนฉลากเบอร์ 5 ความเหมือนที่แตกต่าง

ฉลากเบอร์ 5 เหมือนกัน แต่ประหยัดไฟต่างกัน เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ ความแตกต่างของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5
• ฉลากประหยัดไฟเบอร์ห้ากลายเป็นมาตรฐานเริ่มต้นไปแล้ว มันแสดงว่ายี่ห้อนี้ รุ่นนี้ ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับเบอร์นี้
• ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ติดดาว ยิ่งดาวเยอะยิ่งดี ตรวจสอบให้ดีว่ามีใส่ * ดอกจันทร์เป็นข้อแม้ห้อยท้ายด้วยหรือเปล่า อาจจะเจอข้อความประมาณว่า สำหรับแอร์ขนาด…บีทียู เท่านั้น เป็นต้น
• ค่าประสิทธิภาพ SEER บนฉลากบอกประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของแอร์ ยิ่งสูงยิ่งดี
• เกณฑ์ค่า SEER ฉลากประหยัดเบอร์ 5 แบบใหม่ มีดาว

ระบบธรรมดา (Fix Speed) ที่มีขนาดทำความเย็น น้อยกว่า 27,000 BTU
ค่า SEER 12.85 – 13.84 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 13.85 – 14.84 = ★
ค่า SEER 14.85 – 15.84 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า15.85 = ★★★

ระบบธรรมดา (Fix Speed) ที่มีขนาดทำความเย็น 27,000 – 41,000 BTU
ค่า SEER 12.40 – 13.39 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 13.40 – 14.39 = ★
ค่า SEER 14.40 – 15.39 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า15.40 = ★★★

ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่มีขนาดทำความเย็น น้อยกว่า 27,000 BTU
ค่า SEER 15.00 – 17.49 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 17.50 – 19.99 = ★
ค่า SEER 20.00 – 22.49 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า 22.50 = ★★★

ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่มีขนาดทำความเย็น 27,000 – 41,000 BTU
ค่า SEER 14.00 – 16.49 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 16.50 – 18.99 = ★
ค่า SEER 19.00 – 21.49 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า 21.50 = ★★★
ขอบคุณที่มา energynewscenter.com

7.ซื้อที่ไหนดี ซื้อแอร์ในห้างหรือนอกห้างดีกว่ากัน

คำถามที่ถามบ่อย “ซื้อแอร์ที่ไหนถูกสุด” ซื้อแอร์ที่ไหนได้ดีลดี เราอยากให้พิจารณาบริการหลังการขายเป็นหลักน่าจะดีกว่า เช่น บริการติดตั้ง บริการดูแลรักษา การประกัน สั่งแอร์ออนไลน์มาส่งพร้อมติดตั้ง เป็นต้น

ราคาอาจต่างกันเล็กน้อย ไม่ว่าจะในห้างหรือนอกห้างตัวแอร์มาจากโรงงานผู้ผลิตเดียวกัน!

8.ซื้อแอร์มือสองดีไหม ประหยัดกว่าจริงหรือเปล่า

ซื้อแอร์มือสองดีไหม

แอร์มือสองอาจไม่ใหม่ แต่ทำความเย็นได้ เหมาะสำหรับผู้ต้องการความเย็นแบบประหยัด ข้อแนะนำจาก KodangAir “แอร์มือสอง ถ้าไม่ใช่แอร์ขนาดใหญ่ ไม่คุ้มด้วยประการทั้งปวง มีเชื้อโรคอยู่ในเครื่องมือสอง”

ข้อแนะนำเลือกใช้แอร์มือสอง

  • สำหรับห้องกว้างที่ต้องการติดแอร์มือสองขนาดใหญ่ ถ้าไม่ได้เปิดทุกวันก็พอได้ ไม่แนะนำติดห้องที่เปิดบ่อยๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ทางที่ดี จำกัดขนาดห้องให้เล็ก ติดแอร์ใหม่เฉพาะส่วนจะดีกว่า ปลอดเชื้อโรคและประหยัดไฟกว่า
  • แอร์มือสองสภาพ 70 % คือ ผ่านการใช้งานปกติ ไม่มีประวัติเสีย/เปลี่ยนอะไหล่ รีโมทตรงรุ่น สภาพโดยรวมของเครื่องจะต้องไม่มีการแตก หัก ของชิ้นส่วนหลัก (หากมีสภาพจะอยู่ที่ 50%) และขณะทดสอบแรงอัดต้องกินแอมป์ไม่สูง ถ้ากินกระแสสูงแสดงว่าขดลวดใกล้เสีย
  • แอร์มือสองสภาพ 50% ราคาจะขายกันตามสภาพ (ส่วนใหญ่จะไม่มีประกัน) BTU สูงๆ แนะนำให้ใช้แอร์มียี่ห้อเช่น Carrier TRANE Central-Air เพราะbody ค่อนข้างแข็งแรง มีอะไหล่ให้เปลี่ยนมากมาย
  • การซื้อแอร์มือสองโดยส่วนใหญ่ไม่มีการทดลองใช้งานจริง จึงควรเลือกซื้อกับร้านที่ไว้ใจได้
  • ต้องมีการรับประกันการใช้งานอย่างต่ำ 3 – 6 เดือน หากไม่มีประกันไม่แนะนำให้ซื้อ

สรุปกันเลย

หลังจากที่คุณพิจารณาข้อมูลอันยืดยาวทั้ง 8ข้อแล้ว มีอีก 1 ข้อที่เป็นคำถามยอดฮิตคือ ซื้อแอร์ยี่ห้อไหนดี? สูตรง่าย ๆ คือแอร์ยี่ห้อไหนที่ตอบโจทย์ ความเหมาะสม = คุณสมบัติ + ความต้องการ + ราคา นั่นคือแอร์ที่คุณควรเลือก
แล้วซื้อแอร์ตอนไหนถูกล่ะ คำตอบคือหน้าหนาว เป็นช่วง low season ของเครื่องปรับอากาศ และช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่น ดังนั้นถ้ารู้ว่าต้องซื้อแอร์แน่ๆ ก็วางแผนซื้อกันตั้งแต่เนิ่น ๆนะคะ

Posted on

3 ทริคเลือกชุดเครื่องนอนที่ให้ได้มากกว่าแค่นอน

ทริคเลือกชุดเครื่องนอนยกระดับสุขภาพกายแสะสุขภาพจิต

บทนำ

เราใช้เวลากว่า 1 ใน 3 ของวันไปกับการนอนพักผ่อนบนที่นอนแสนสุข แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องนอนสามารถทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้มากกว่าเดิม เพียงรู้ 3 ทริคนี้

1.สีของเครื่องนอนบำบัดรักษาสุขภาพกายสุขภาพจิตได้
2.ใช้สีและลายเสริมฮวงจุ้ยนำพาโชคดี
3.ราคาขึ้นอยู่กับคุณสมบัติเนื้อผ้าที่นำมาทำผ้าปูที่นอนและเครื่องนอน เช่น นุ่ม ลื่น เย็น กันไรฝุ่น ไม่เป็นขุย เป็นต้น

1.เลือกสีชุดเครื่องนอนบำบัดสภาพอารมณ์

เลือกสีชุดเครื่องนอนให้เหมาะกับสภาพอารมณ์
เลือกสีชุดเครื่องนอนให้เหมาะกับสภาพอารมณ์ ภาพโดย Pexels จาก Pixabay

ใช้พลังสีบำบัดอารมณ์ สีมีผลต่ออารมณ์ ระดับพลังงาน หรือแม้แต่ความกระฉับ กระเฉง สีที่แตกต่างกันสามารถปรับสภาพอารมณ์ของเจ้าของห้องให้คึกคักหรือสงบลงได้

Warm up สีโทนร้อนเพิ่มความอบอุ่น กระฉับกระเฉง เป็นกันเอง

สีแดง สำหรับเจ้าของห้องที่กำลังซึมเศร้า หดหู่ ผ้าปูที่นอนสีแดงอาจจะช่วยให้กระฉับกระเฉงขึ้นได้
สีส้ม เลือกผ้าปูที่นอนสีส้มสำหรับห้องนอนเด็กหรือห้องนอนแขกในบ้านจะช่วยให้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายมากขึ้น
สีเหลือง ห้องนอนของผู้สูงอายุ ซึ่งสายตาไม่ค่อยดีผ้าปูที่นอนสีเหลืองอ่อนจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะ แต่ควรระวังไม่ใช้ผ้าปูสีเหลืองเข้ม เพราะอาจจะแรงเกินไปจนทำให้รู้สึกเหนื่อยได้
ข้อควรระวัง สีโทนอุ่นจะกระตุ้นความอยากอาหาร อาจทำให้แอบทานมื้อดึกบ่อยๆ ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่กำลังลดน้ำหนักคงต้องหลีกเลี่ยงโทนสีที่เข้มเกินไป

Cool out สีโทนเย็นเพื่อความผ่อนคลาย สีที่ทำให้นอนหลับสบาย

สีฟ้า สีที่เหมาะกับการพักผ่อนมากที่สุด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังทำให้นอนหลับสบาย เหมาะสำหรับห้องนอนของเด็กและผู้ใหญ่
สีเขียว สีที่มาจากธรรมชาติ ทำให้รู้สึกสงบและมีผลกับการรักษาอาการเจ็บป่วย จึงไม่น่าแปลกที่เตียงนอนในโรงพยาบาลจะเลือกใช้สีเขียวเป็นหลัก
สีม่วง สีที่เป็นตัวกลางระหว่างโทนร้อนกับโทนเย็น ผู้ใหญ่หลายคนอาจไม่ชอบ แต่กับห้องนอนของเด็กสีม่วงก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

Black & White สีดำ-ขาวใช่ว่าจะใช้ไม่ได้

สีดำ ผ้าปูที่นอนสีดำเหมาะกับห้องโล่งกว้างสว่างที่อากาศค่อนข้างเย็น ดูเท่ไปอีกแบบ
สีขาว ผ้าปูที่นอนสีขาวเป็นหนึ่งในสีเบสิกที่ใช้ได้บ่อยไม่มีเบื่อ ทำให้เกิดความรู้สึกแง่บวกและสบายตา
ความเข้มข้นของสีและความสว่างเป็นองค์ประกอบเสริม อาจจะกระตุ้นพลังงานสีโทนร้อนและโทนเย็นได้ไม่ต่างกัน

2.เลือกชุดเครื่องนอนเสริมมงคล

LivingClick แนะเลือกชุดเครื่องนอนเสริมมงคล
LivingClick แนะเลือกชุดเครื่องนอนเสริมมงคล ภาพโดย Neil Tan จาก Pixabay

ชุดเครื่องนอนนอกจากช่วยละลายความเหน็ดเหนื่อยแล้วยังช่วยเสริมฮวงจุ้ยเรียกสิ่งดีๆเข้าสู่ครอบครัวได้อีกด้วย เป็นคำแนะนำจากซินแสฮวงจุ้ย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

เลือกตามราศี หรือสีวันเกิด

ถ้าใช้ห้องนอนเพียงคนเดียวก็เลือกสีตามเจ้าของห้องได้เลย

เลือกสีส่งเสริมแต่ละด้านของชีวิต

สำหรับห้องนอนที่อยู่มากกว่า 1 คนแนะนำให้ใช้สีส่งเสริมด้านที่ชีวิตกำลังขาดหายไป เช่น ผ้าปูและเครื่องนอนสำหรับคู่รักต้องการเพิ่มความหวานให้ชีวิตคู่ใช้โทนเหลือง ถ้าต้องการเสริมโอกาสทางธุรกิจใช้โทนสีฟ้าอ่อน หรือสีดำ เป็นต้น อาจใช้สีอื่นๆเข้ามาประกอบเพื่อเสริมพลังบวกอีกหลายด้าน ทำให้ห้องดูสดชื่นขึ้นอีกด้วย คุมธีมสีและเฟอร์นิเจอร์ในห้องให้เข้ากันเพื่อความสบายตา

งดเครื่องนอนลายพิฆาต

ลายที่มีกากบาทยุ่งเหยิงมีความเชื่อว่าอาจส่งผลต่อโรคเรื้อรัง ปัญหาการเงิน สุขภาพคนรอบตัว และความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว

3.เลือกชุดผ้าปูที่นอนจากคุณสมบัติที่ต้องการ

เครื่องนอนเส้นใยคุณภาพ
เครื่องนอนเส้นใยคุณภาพ ภาพโดย Frank Winkler จาก Pixabay

เลือกตามคุณสมบัติของผ้า

นุ่ม ลื่น เย็น กันไรฝุ่น ดูแลง่าย ในที่นี้จะเน้นไปที่วัสดุทำผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน เพราะเป็นเบสิกของเครื่องนอน สิ่งที่ต้องพิจารณาคือเส้นใย ทั้งชนิดและจำนวนเส้นใยที่ใช้ทอ สำหรับผ้า Cottons ที่นิยมใช้กันนั้น แต่ละแบรนด์มีการถักทอเส้นใยด้วยจำนวนที่แตกต่างกันไปตามเกรดของผ้าปูที่นอน เช่น 300เส้น 400เส้น หรือ 500เส้นด้าย/นิ้ว
โดยหลักแล้ว เส้นใยยิ่งเยอะยิ่งดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทและคุณภาพของเส้นใยด้วย เพราะแม้ว่าจะมีจำนวนเส้นด้ายที่เหมาะสม แต่หากทอมาจากเส้นด้ายที่ไม่ได้มาตรฐานก็ทำให้ผ้าปูที่นอนมีความสากและแข็งกระด้างจนไม่น่าใช้งาน เวลาสัมผัสจะรู้เลยว่าเนื้อผ้าดีหรือไม่ แต่ราคาก็แตกต่างกันออกไป
cotton satin ให้ความนุ่มมันเงาและเย็นสบาย แต่ราคาค่อนข้างสูง
cotton silk 100% นุ่มเย็นและระบายอากาศได้ดี น้ำหนักเบา กันไรฝุ่น
cotton ทนทาน ซักแล้วไม่เป็นขุยผ้า แต่ความนุ่มนวลลดลง
combed cotton/ polyester (CVC) ใช้งานได้ดี ถึงจะไม่นุ่มนวลนัก
35% combed cotton/65% polyester (TC) ราคาย่อมเยาว์สุดและนุ่มนวลน้อยสุด

เลือกตามวิธีการดูแล

แน่นอนว่าผ้าแต่ละชนิดมีการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเส้นใยที่นำมาทอแตกต่างกัน จึงควรเลือกวิธีการซักให้เหมาะกับผ้าชนิดนั้นๆ เพื่อยืดอายุการใช้งาน อีกทั้งต้องมีขนาดที่พอดีกับที่นอนของเราด้วย

บทสรุป

ชุดเครื่องนอนประกอบด้วย ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าห่มนวม ผ้าคลุมที่นอน อย่าลืมพิจารณาเลือกสีและลายให้คุมธีมไปด้วยกันเพื่อความลงตัวและน่านอนยิ่งขึ้น

การมีเครื่องนอนแค่ชุดเดียวไม่น่าจะดี เพราะมันจะเป็นการหมักหมมสะสมเชื้อแบคทีเรีย ไร ฝุ่น ถึงแม้จะซักบ่อยแค่ไหน ดังนั้นควรมีสลับสับเปลี่ยนเผื่อไว้สักชุดสองชุดนะคะ 

Posted on

คู่มือสร้างบ้านเย็น ทำอย่างไรให้บ้านมีอากาศเย็นยิ่งขึ้น

คู่มือสร้างบ้านเย็น ทำอย่างไรให้บ้านมีอากาศเย็นยิ่งขึ้น

บทนำ

          วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันอีกแล้วค่ะ สำหรับใครที่กำลังวางแผนสร้างบ้านใหม่ หรืออยากปรับปรุงบ้านเก่าให้เย็นสบายยิ่งขึ้น บทความนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด! เชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาอากาศร้อนอบอ้าวในบ้าน ทั้งๆ ที่เปิดแอร์เต็มที่แล้ว แต่ก็ยังร้อนอยู่ดี ก็เราอยู่ในประเทศไทยหนิ ยิ่งหน้าร้อนแทบจะอยู่ไม่ได้ หากไม่เปิดแอร์ บางคนอยากจะประหยัดก็เปิดพัดลมแทน ซึ่งก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง สุดท้ายก็ต้องกลับไปเปิดแอร์อยู่ดี สิ่งที่ตามมาคือค่าไฟแพงสุดๆ บทความวันนี้เรามี “คู่มือสร้างบ้านเย็น” มาฝาก รับรองว่าถ้าทำตามนี้ บ้านของเพื่อนๆ จะเย็นขึ้นมา อย่างน้อยก็ประหยัดค่าไฟเปิดแอร์ได้ในระดับหนึ่ง มาดูกันจะมีเนื้อหาอะไรบ้าง Let’s go!

การออกแบบบ้านเพื่อให้เย็นสบาย

          การออกแบบบ้านเพื่อให้เย็นสบายสามารถทำได้หลายวิธี โดยมีการใช้หลักการทางธรรมชาติและการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนและลดการใช้พลังงาน ในหัวข้อนี้เราจะพูดถึงพื้นฐานที่เป็นรากฐานให้บ้านเย็นสบาย โดยจะพูดถึงทิศทางของตัวบ้าน การวางผังออกแบบช่องอากาศในบ้าน และการเลือกวัสดุก่อสร้าง

การวางทิศทางของตัวบ้าน

          เริ่มต้นจากการวางทิศทางของตัวบ้านให้เหมาะสมกับทิศทางลมและแสงแดด ควรหันด้านที่มีหน้าต่างหรือประตูเยอะๆ ไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ เพื่อลดการสะสมความร้อนจากแสงแดดโดยตรง การวางทิศทางที่ดีจะช่วยให้บ้านของเรารับลมเย็นได้เต็มที่ และลดความร้อนที่เข้ามาในบ้าน


การออกแบบช่องทางอากาศ  

          การออกแบบช่องเปิดต่างๆ เช่น หน้าต่าง ประตู ช่องลม ให้มีขนาดใหญ่และเยอะ จะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ระบายความร้อนออกจากตัวบ้านได้ดีขึ้น การออกแบบบ้านให้มีการระบายอากาศได้ดี โดยวางตำแหน่งหน้าต่างหรือช่องลมให้ตรงกับทิศทางลมที่พัดผ่านได้ง่าย ช่วยให้ลมเย็นสามารถเข้ามาในบ้านได้ การมีช่องทางอากาศที่ดีจะทำให้บ้านของเราสดชื่นและเย็นสบายมากขึ้น


การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม

          อีกปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม วัสดุที่มีคุณสมบัติเก็บความร้อนต่ำ เช่น ไม้ จะช่วยให้บ้านเย็นกว่าวัสดุที่เก็บความร้อนสูงอย่างคอนกรีต หลังคาก็เป็นจุดสำคัญที่ต้องเลือกวัสดุให้ดี ควรเป็นวัสดุสีอ่อนสะท้อนแสง เพื่อลดการดูดซับความร้อนเข้ามาในตัวบ้าน การใช้วัสดุที่สะท้อนหรือป้องกันความร้อน เช่น อิฐมวลเบา หรือการใช้สีทาผนังที่สะท้อนความร้อน ช่วยลดความร้อนภายในบ้านเช่นกัน การเลือกวัสดุที่ดีจะทำให้บ้านของเราเย็นสบายและประหยัดพลังงานได้มากขึ้น

การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มความเย็น

          การปลูกต้นไม้รอบบ้านไม่เพียงแต่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่นและสดชื่นเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีประโยชน์ในการลดอุณหภูมิโดยรอบได้อีกด้วย จากการศึกษาพบว่าการปลูกต้นไม้สามารถช่วยลดอุณหภูมิได้ถึง 2-4 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ซึ่งเป็นการลดความร้อนได้อย่างดีมากๆ เลยค่ะ ต้นไม้มีความสามารถในการดูดซับความร้อน คายความชื้น บังแดด และยังช่วยกรองฝุ่นควันให้อากาศบริสุทธิ์อีกด้วย

การเลือกตำแหน่งปลูกต้นไม้  

          ทิศตะวันตกของบ้าน

การปลูกไม้ยืนต้นที่มีใบหนาและกิ่งก้านที่แข็งแรงทางทิศตะวันตกของบ้านเป็นวิธีที่ดีในการบังแดดตอนบ่ายที่มีความร้อนสูง ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยลดความร้อนที่ส่องเข้ามาในบ้าน ช่วยให้บ้านของเพื่อนๆ เย็นสบายยิ่งขึ้น

ผนังบ้าน
การปลูกไม้เลื้อยตามผนังบ้านไม่เพียงแต่เพิ่มความสวยงาม แต่ยังช่วยเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี ไม้เลื้อยเช่น ต้นตีนตุ๊กแก ต้นหัวใจแนบ ต้นกุหลาบเลื้อย หรือต้นเกล็ดมังกร ต้นไม้เลื้อยจะสามารถปกคลุมผนังได้ดี ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านให้เย็นลง

พื้นที่รอบๆ บ้าน
การปลูกไม้พุ่มหรือสนามหญ้ารอบๆ บ้านช่วยลดความร้อนจากพื้นดินได้เป็นอย่างดี พื้นที่สีเขียวช่วยสะท้อนความร้อนและสร้างความเย็นให้กับบริเวณโดยรอบ

การเลือกชนิดของต้นไม้

ไม้ใบใหญ่ร่มรื่น
ต้นมะฮอกกานี ต้นประดู่ ต้นสนฉัตรเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการสร้างร่มเงาและลดอุณหภูมิ ใบขนาดใหญ่ของพวกมันช่วยบังแดดและลดความร้อนได้เป็นอย่างดี

ไม้ผล
ต้นมะม่วง ขนุน ไม่เพียงแต่ให้ร่มเงาเท่านั้น แต่ยังให้ผลไม้ที่สามารถกินได้ ช่วยได้ทั้งลดอุณหภูมิและได้ผลไม้สดใหม่กินตามฤดูการ

ไม้พุ่ม
ต้นไทรเกาหลี ต้นพุดศุภโชคมีใบเล็กและแน่น ช่วยลดความร้อนจากพื้นดินได้ดี และยังเพิ่มความสวยงาม

การใช้ฉนวนกันความร้อนในผนังและหลังคา

          ในยุคนี้ ที่อากาศร้อนขึ้นทุกๆ ปี และร้อนยาวนานขึ้นทุกๆ ปี ฉนวนกันความร้อนกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งค่ะ ฉนวนกันความร้อนเป็นวัสดุที่ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัดเจน เปรียบเทียบบ้านที่ไม่มีฉนวนกับบ้านที่มีฉนวน หากสร้างโดยวัสดุเดียวกัน บ้านที่มีฉนวนจะมีอุณหภูมิที่ต่ำลงอย่างชัดเจนเลยค่ะ

ฉนวนกันความร้อนลดอุณหภูมิได้เท่าไหร่?

          การใช้ฉนวนในบ้านสามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของฉนวน, ความหนาของฉนวน, วิธีการติดตั้ง, และสภาพอากาศของพื้นที่นั้นๆ โดยทั่วไป การใช้ฉนวนอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ประมาณ 3-5 องศาเซลเซียสเลยค่ะ ในบางกรณี อาจช่วยลดได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนจัด

ประเภทของฉนวนกันความร้อนสำหรับบ้านที่แนะนำ  

ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass Insulation)
ฉนวนนี้ผลิตจากเส้นใยแก้วที่มีความปลอดภัยต่อในการติดตั้งและมีความสามารถในการซับเสียงได้ดีอีกด้วย ทนน้ำและสามารถทนไฟได้ดีกว่าฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ฉนวนใยแก้วจะมีทั้งแบบที่เหมาะกับการติดตั้งบนแปบริเวณโครงหลังคา และแบบปูบนฝ้าเพดาน

ฉนวนโพลียูรีเทน (Polyurethane Foam)
ฉนวนนี้มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนได้ดีเยี่ยม มีโครงสร้างเซลล์ปิดที่ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการกันความร้อนสูง และยังช่วยลดเสียงรบกวนได้ดี

ฉนวนเซลลูโลส (Cellulose Insulation)
ฉนวนนี้ผลิตจากเยื่อกระดาษรีไซเคิล มีคุณสมบัติในการกันความร้อนดีเทียบเท่าฉนวนใยแก้ว แต่ต้องใส่สารป้องกันการลุกลามของไฟ

ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminum Foil Insulation)
ฉนวนนี้มีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อน แต่ไม่ได้ป้องกันความร้อนเข้าสู่บ้าน จึงมักใช้ร่วมกับฉนวนประเภทอื่นเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการกันความร้อน

วิธีการติดตั้งฉนวนกันความร้อน

          สำหรับผนังบ้าน เราสามารถติดตั้งฉนวนไว้ด้านในระหว่างผนังกับฝาผนังได้เลยค่ะ วิธีนี้จะช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างดี ส่วนหลังคาก็สำคัญไม่แพ้กัน จะช่วยกันความร้อนจากด้านบนได้เป็นอย่างดี ทำให้บ้านของเราเย็นสบายขึ้นมากๆ เลยค่ะ แต่ควรระวังนิดนึงนะคะ อย่าให้ฉนวนที่ชื้น จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้

การเลือกใช้สีทาบ้านเพื่อสะท้อนความร้อน

          เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าแค่เราเปลี่ยนสีทาบ้าน ก็สามารถช่วยให้บ้านเย็นลงได้จริงๆ เช่น การเลือกใช้สีโทนสว่างอย่างสีขาว ครีม หรือเหลืองอ่อน จะช่วยสะท้อนแสงแดดได้ดีกว่าสีเข้มหรือสีดำที่ดูดกลืนความร้อนเอาไว้ การเลือกใช้สีอ่อนทาผนังภายนอก ทำให้ความร้อนเข้ามาสะสมในบ้านได้ แต่การใช้แค่สีอย่างเดียวคงไม่พอค่ะ ต้องเลือกสีที่มีคุณภาพ ทนทานต่อแสงแดด ยิ่งถ้าเป็นสีที่มีเทคโนโลยีสะท้อนความร้อนโดยเฉพาะ ยิ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมเลยค่ะ

เลือกสีอย่างไรให้บ้านเย็นขึ้น?  

แนะนำให้ลองดูสีที่มีส่วนผสมของไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือซิงค์ออกไซด์นะคะ รับรองว่าสะท้อนความร้อนได้ดี แถมยังทนทาน ไม่ต้องทาใหม่บ่อยๆ อีกด้วยค่ะ

เทคนิคการทาสีให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

เริ่มจากทารองพื้นก่อนเสมอนะคะ จะช่วยให้สีเกาะติดทนนานขึ้น และควรทาอย่างน้อย 2 รอบ เพื่อให้มีความหนาและคุณสมบัติสะท้อนความร้อนที่ดี ลองเลือกสีด้านหรือกึ่งเงาแทนสีเงา จะยิ่งช่วยสะท้อนความร้อนได้ดีขึ้นไปอีกค่ะ

การใช้ผ้าม่านและมู่ลี่เพื่อกันแสงแดด

          ผ้าม่านและมู่ลี่ไม่ได้มีไว้แค่ตกแต่งบ้านให้สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยที่ดีในการกันแสงแดดและความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยค่ะ ผ้าม่านที่เหมาะกับการลดความร้อนควรเป็นผ้าทึบแสง เนื้อหนา สีอ่อน โดยเฉพาะผ้าม่านแบบ Blackout ที่กันแสงได้เกือบ 100% ส่วนมู่ลี่ไม้หรือมู่ลี่อลูมิเนียมก็ช่วยสะท้อนแสงและความร้อนออกไปได้เช่นกันค่ะ

วิธีเลือกผ้าม่านและมู่ลี่ให้เหมาะกับห้อง

การเลือกผ้าม่านและมู่ลี่ให้เหมาะสมกับห้องนั้นไม่ยากเลยค่ะ การเลือกผ้าทึบแสง เนื้อหนา จะช่วยป้องกันและซับความร้อนได้ดี ส่วนสีอ่อนจะช่วยให้ผ้าม่านไม่เก็บสะสมความร้อนจากภายนอก ต้องดูทิศทางของหน้าต่างเป็นหลัก ถ้าเป็นบานที่โดนแดดจัด แนะนำให้ใช้ผ้าม่านทึบแสงหรือมู่ลี่ไม้ปรับแสงได้ ส่วนด้านที่ไม่ค่อยโดนแดด จะใช้ผ้าม่านบางลอยๆ หรือมู่ลี่ผ้าก็ได้ค่ะ

เทคนิคการติดตั้งผ้าม่านและมู่ลี่ให้ได้ผลดีที่สุด

เทคนิคการติดตั้งผ้าม่านและมู่ลี่ให้ได้ผลดีที่สุดคือการติดให้ชิดกับผนังและเพดานมากที่สุด เพื่อลดช่องว่างที่จะให้แสงและความร้อนลอดเข้ามา ส่วนความยาวควรจะยาวคลุมถึงขอบล่างของหน้าต่างพอดี ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไปค่ะ

การใช้วัสดุปูพื้นที่ช่วยให้เย็น

          การเลือกวัสดุปูพื้นให้เหมาะสมกับบ้านของเรา ไม่เพียงแต่จะทำให้บ้านดูสวยงามและทนทานเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยตรงต่ออุณหภูมิภายในบ้านด้วย วัสดุปูพื้นที่เหมาะสมสามารถช่วยให้บ้านของเราเย็นสบายขึ้นได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด การเลือกวัสดุที่เก็บความเย็นได้ดีและไม่สะสมความร้อนจะช่วยให้เราเดินสบายมากขึ้นเมื่อเดินภายในบ้านค่ะ

วัสดุปูพื้นที่ช่วยให้บ้านเย็น

กระเบื้องเซรามิก
กระเบื้องเซรามิกมีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนได้ดี ทำให้พื้นไม่สะสมความร้อน นอกจากนี้ยังมีความทนทานสูงและง่ายต่อการทำความสะอาด ซึ่งเหมาะสำหรับห้องครัวและห้องน้ำที่ต้องการความสะอาดและความทนทานค่ะ

แกรนิตโต้
แกรนิตโต้เป็นหินธรรมชาติที่มีความหนาแน่นสูง ช่วยให้พื้นเย็นและมีความแข็งแรงสูง สามารถใช้งานได้ดีในพื้นที่ที่มีการเดินทางมาก เช่น ทางเข้าบ้านหรือห้องรับแขก

หินอ่อน
หินอ่อนมีความสวยงามและให้ความรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัส แต่ต้องระวังเรื่องการขูดขีดและคราบเปื้อน หินอ่อนเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความหรูหราและความเย็นสบาย เช่น ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขก

ไม้
ไม้มีความอบอุ่นตามธรรมชาติแต่ก็ให้ความรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสในช่วงกลางวันอากาศร้อน ไม้มีความสวยงามและสามารถเพิ่มความอบอุ่นให้กับบ้านในกลางคืน โดยเฉพาะในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นที่ต้องการความสบายและความอบอุ่น

ไม้ลามิเนต
ไม้ลามิเนตเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลักษณะเหมือนไม้แท้แต่มีงบในการสร้างที่จำกัด มีความทนทานและง่ายต่อการดูแลรักษา ให้ความรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสและเหมาะสำหรับห้องที่มีการใช้งานสูงค่ะ

วิธีเลือกวัสดุปูพื้นให้เหมาะกับห้อง

          การเลือกวัสดุปูพื้นให้เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละห้องนั้นสำคัญมากเลยค่ะ ห้องที่ต้องการความอบอุ่นและความสบาย เช่น ห้องนอน ควรเลือกวัสดุ เช่น ไม้หรือไม้ลามิเนตค่ะ วัสดุเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นเท้ามากขึ้น สำหรับห้องที่ต้องการความสะอาดบ่อย เช่น ห้องครัวหรือห้องน้ำ กระเบื้องเซรามิกหรือแกรนิตโต้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากค่ะ เพราะวัสดุเหล่านี้ทำความสะอาดง่ายและทนทานต่อการใช้งานหนัก ส่วนภายนอกบ้าน การเลือกใช้หินธรรมชาติหรือไม้ระแนงจะช่วยให้บรรยากาศดูเย็นสบายและเข้ากับธรรมชาติได้ดี วัสดุเหล่านี้ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังทนทานต่อสภาพอากาศภายนอกด้วย

บทส่งท้าย

การทำให้บ้านเย็นสบายนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเลยค่ะ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการออกแบบ เลือกใช้วัสดุให้เหมาะสม และปลูกต้นไม้เสริมในจุดต่างๆ บ้านของเพื่อนๆ ก็จะเย็นฉ่ำ เหมาะสำหรับการสร้างบ้านอาศัยในประเทศไทย ที่มีแต่จะร้อนขึ้นทุกๆ ปี อีกทั้งทำให้บ้านของเราน่าอยู่ขึ้นได้ แถมยังช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าไฟ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้อีกด้วย จากการที่เราลดการใช้พลังงาน

หวังว่าเทคนิคและไอเดียดีๆ ที่เรานำมาฝากในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ไม่มากก็น้อย ใครที่กำลังวางแผนสร้างบ้านใหม่ หรืออยากปรับปรุงบ้านเก่าให้เย็นสบายยิ่งขึ้น ลองนำวิธีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กันดู รับรองว่าจะต้องประทับใจกับผลลัพธ์ที่ได้อย่างแน่นอน แล้วอย่าลืมติดตามบทความดีๆ แบบนี้จากเราได้ใหม่ในโอกาสหน้า พบกันใหม่บทความหน้า

Posted on

งานไม้..จับวัฒนธรรมมาใส่ไอเดีย

เห็นงานไม้ที่เต็มไปด้วยไอเดียของบราซิลแล้วอดไม่ได้ที่จะมาดูงานไม้ฝีมือเลิศของคนไทย ถ้าได้หยิบจับมานำเสนอสวยๆ เป็นวัฒนธรรมที่จับต้องได้ในบ้าน ก็จะช่วยสืบสานงานฝีมือของศิลปินชาวบ้านได้ไม่น้อยเลย เพียงจับเอาวัฒนธรรมมาใส่ไอเดีย จัดวางสวยๆก็เพิ่มมูลค่าและคุณค่าได้มากมาย    ลองจินตนาการเอาบางชิ้นงานของบ้านเราไปวางแทนก็ชูรสนิยมเจ้าของบ้านได้อย่างมีสไตล์และลงตัวไม่น้อยเลย ไปชมงานสวยๆของบราซิล หาไอเดียแต่งบ้านกันค่ะ

ที่มา https://detalhesmagicos.com.br/artesanato-brasileiro-love-it/

Posted on

ไอเดียกั้นห้องให้บ้านน่าอยู่ ดูดีมีสไตล์ แบบทำได้เอง

room partitions
ไอเดียฉากกั้นห้องให้บ้านน่าอยู่ ดูดีมีสไตล์
ไอเดียฉากกั้นห้องให้บ้านน่าอยู่ ดูดีมีสไตล์

ฉากกั้นห้องนับเป็นเฟอร์นิเจอร์สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้บ้านดูมีลูกเล่น ใช้ตกแต่งให้ดูแปลกตาไม่จำเจ กั้นพื้นที่ใช้สอยให้เป็นสัดส่วนและยังขยับเคลื่อนย้ายเพื่อเปิดพื้นที่ให้กว้างขึ้นได้ จึงทำให้ใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าและเอนกประสงค์ และยังใช้งบประมาณไม่มาก ลิฟวิ่งคลิกรวบรวมไอเดียทำฉากกั้นพื้นที่แบบทำเองได้มาเยอะเลยค่ะ ดูมีสไตล์ไม่เหมือนใคร เหมาะมากกับบ้านสมัยใหม่ที่มีพื้นที่ใช้สอยจำกัด มาสนุกกับไอเดียทำฉากกั้นห้องกันเองเลยดีกว่าค่ะ

ผนังเบาที่มีโครงด้านในเป็นไม้กับขาเหล็ก โยกย้ายเปลี่ยนมุมได้สะดวก

movable partitions

 

ฉากกั้นห้องทำจากโครงไม้พาเลต ลงทุนน้อย ได้ความเท่ห์แบบดิบๆ

wooden movable patitions

 

3.ฉากบังตาสไตล์เรโทร ตัดแผ่นพีวีซีหรือแผ่นลูกฟูกให้เป็นวงกลม เล็กใหญ่ตามต้องการ แล้วร้อยตรึงกันด้วยห่วง ดูหรูไปอีกแบบ

DIY rounded shape patitions

 

4.หาซื้อแผ่นป้ายทะเบียนรถเก่ามาร้อยโซ่เป็นฉากกั้น ดูเออเบิร์นชิคดีทีเดียว เหมาะกับพื้นที่นอกตัวบ้าน สร้างสีสันและบรรยากาศแบบสบายๆ

5. แผงกั้นพื้นที่แบบเบาๆ หาต้นไม้ทั้งต้นมาปักลงบนฐาน เก็บธรรมชาติไว้ในห้อง

tree-movable patitions

  6. ม่านเชือกบังตาที่ขึงจากเพดานลงมาถึงพื้น ใช้ฝีมือขึ้นมาอีกหน่อย แต่เก๋ไม่เบาทีเดียวแหละ

DIY rope partitions

7.ขึงผ้าลายสวยตามชอบกับกรอบไม้สัก 2-3 อันก็ได้ฉากกั้นห้องที่unique มากๆแล้ว

DIY fabric patitions

8.ราวแขวนหม้อและกระทะเชื่อมพื้นที่ห้องครัวกับห้องอื่น ให้ความรู้สึกอบอุ่นดี

DIY hanger partitions

 

 

Posted on

อาบน้ำฝักบัวให้สนุก

ทราบกันหรือไม่คะ ว่าการอาบน้ำนั้นนอกจากเป็นการชำระล้างร่างกายของเราให้สะอาดแล้ว การอาบน้ำยังช่วยลดความเครียดในชีวิตประจำวันได้ระดับหนึ่งด้วยนะคะ เนื่องจากเมื่อร่างกายสัมผัสกับน้ำแล้วจะให้ความรู้สึกสดชื่น ปรอดโปร่ง สบายตัว

สำหรับการอาบน้ำที่ดีนั้น ฝักบัวที่ใช้ควรส่งน้ำได้แบบพอดี ไม่เบา หรือ อ่อนแรงจนเกินไปค่ะ โดยส่วนมากสาเหตุหลักที่น้ำอ่อนนั้น ก็เพราะว่าปั๊มน้ำอาจมีแรงดันน้ำที่น้อยไป แต่ไม่ต้องถึงกับไปแก้ไขหรือซื้อปั๊มน้ำใหม่กันนะคะ ลองดูเคล็ดลับแก้ไขง่ายๆในงบหลักร้อยดูก่อนสิคะ

เพียงแค่เราลองมาซื้อฝักบัวใหม่แทนของเดิมที่บ้านที่หัวพ่นน้ำเริ่มดำหรือตันกันแล้ว โดยเลือกซื้อฝักบัวที่หัวค่อนข้างเล็ก ซึ่งออกแบบสำหรับบ้านที่แรงดันน้ำไม่แรง ยิ่งถ้าปรับรูปแบบน้ำได้หลายแบบด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งสบายและสนุกกับการอาบน้ำแน่นอนค่ะ

Cr.: tfa.or.th,washingtonpost

————————————————————————————————————–

 livingclick ครบเครื่องเรื่องเป็นอยู่ The marketplace แหล่งรวมสินค้าและบริการในเว็บเดียว

 www.livingclick.com เว็บเดียวครบทั้งสินค้าและบริการ

 youtube.com/livingclick สาระควรรู้..ครบเครื่องเรื่องเป็นอยู่

 Line:@livingclick รับโปรโมชั่น และคุยสด